เงินบาทอ่อนค่ากับเงาสะท้อนในมุมที่แตกต่าง

เรื่องที่น่าสนใจ

คอลัมน์ : Next normal
ผู้เขียน : ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร EXIM BANK
เงินบาทที่อ่อนค่าแตะ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรืออ่อนค่าที่สุดในรอบ 16 ปี เมื่อปลายเดือนกันยายน 2565 กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)

ถอนคันเร่งอย่างเร็วและแรงผ่านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 5 ครั้งติดต่อกันจาก 0-0.25% ในช่วงต้นปี มาอยู่ที่ 3-3.25% ในปัจจุบัน ปัจจัยดังกล่าวกดดันให้แทบทุกสกุลเงินทั่วโลกอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ผมคงจะไม่มาฟันธงว่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปถึงไหน หรือจะกลับมาแข็งค่าเมื่อไหร่นะครับ เพราะที่ผ่านมาก็หักปากกาเซียนกันมานับไม่ถ้วนแล้ว แต่ผมอยากจะชวนท่านผู้อ่านมาพูดถึงเงินบาทในแง่มุมอื่น ๆ ที่น่าสนใจผ่านคำถามที่ผู้ประกอบการและสื่อมวลชนมักถามผมกันอยู่บ่อย ๆ ดังนี้

-ทำไมเงินบาทถึงอ่อนค่า ? นอกจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าสุดในรอบ 20 ปี ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ กับไทยที่ห่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ หลัง Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ รวมถึงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าแล้ว

ผมยังสังเกตเห็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจยังไม่มีใครพูดถึงมากนักคือ การที่นักลงทุนไทยเริ่มกลับไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นอีกครั้งหลังชะลอลงในช่วง COVID-19 สะท้อนได้จากยอดคงค้างเงินลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ ณ ไตรมาส 2 ปี 2565 ที่ขยายตัว 4.5% (Y-O-Y) ซึ่งตรงจุดนี้ผมมองว่าเป็นข่าวดีนะครับ เพราะแม้ในระยะสั้นอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าบ้าง

แต่ในระยะยาว การที่ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นจะช่วยกระจายความเสี่ยง เสริมความแข็งแกร่งให้ supply chain รวมทั้งสร้างรายได้กลับประเทศได้ในอนาคต ตลอดจนจะเป็นสะพานที่ช่วยสร้างนักรบเศรษฐกิจหน้าใหม่โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้วจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนของค่าเงินในอนาคตได้เป็นอย่างดี

-เงินบาทอ่อนค่าดีต่อการส่งออกแค่ไหน ? ช่วงนี้ผู้ส่งออกไทยคงยิ้มแก้มปริไม่น้อย เพราะทำให้รายได้จากต่างประเทศเมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทเพิ่มขึ้น สะท้อนได้จากมูลค่าส่งออกในเทอมบาทช่วง 8 เดือนแรกปี 2565 ที่ขยายตัวถึง 22% มากกว่าเทอมดอลลาร์สหรัฐที่ขยายตัว 11%

โดยเฉพาะผู้ส่งออก SMEs ที่ดูจะได้รับอานิสงส์ดังกล่าวไปไม่น้อย เนื่องจากสินค้าส่งออกของ SMEs ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการนำเข้าต่ำ อาทิ อาหาร เกษตร เห็นได้จากมูลค่าส่งออก SMEs ในเทอมบาทที่ขยายตัวถึง 25% มากกว่าการส่งออกรวมด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ในมุมที่ว่าเงินบาทอ่อนค่าจะทำให้สินค้าไทยราคาถูกลง ก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วสกุลเงินคู่แข่งหลายสกุลก็อ่อนค่าเช่นเดียวกับเรา อาทิ เงินเยน (20%) เงินวอน (16%) เงินเปโซฟิลิปปินส์ (13%) เป็นต้น

ผมจึงไม่อยากให้มองเงินบาทอ่อนค่าเป็นแต้มต่อมากนัก และสิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ ไม่อยากเห็นผู้ส่งออกไทยลดการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน ซึ่งปัจจุบันก็มีสัดส่วนน้อยอยู่แล้วเพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น เพราะพฤติกรรมดังกล่าวอาจหยั่งรากลึก และเพิ่มความเสี่ยงให้แก่การส่งออกไทยในระยะยาวได้

-เงินบาทอ่อนค่าน่ากังวลไหม ? คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินบาทที่อ่อนค่ายังน่ากังวล เพราะทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มพลังงาน ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อไทยลดลงได้ไม่เร็วนัก อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อสังเกตอีกมุมหนึ่งว่า เงินบาทที่อ่อนค่าในตอนนี้อาจเป็นเงาสะท้อนเศรษฐกิจได้ดีกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

โดยเฉพาะปี 2556-2563 ที่แม้เศรษฐกิจไทยจะโตเฉลี่ยเพียง 1.6% ต่อปี แต่เงินบาทกลับแข็งค่ากว่า 20% จนถูกมองเป็น safe haven ในการพักเงินร้อน ซึ่งการที่เงินบาทแข็งค่าสวนทางกับภาพเศรษฐกิจจริงอาจเป็นภัยเงียบที่กดดันเศรษฐกิจมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่เงินบาทดูจะอ่อนค่าสอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวช้ากว่าหลายประเทศ

โดยการอ่อนค่าดังกล่าวทำให้เราไม่อยู่ในภาพลวงตา ตลอดจนอาจเป็นการช่วย rebalance และช่วยกระตุ้นให้ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างและพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพของเงินบาทในระยะยาวได้อีกด้วย

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะย้ำกับผู้ประกอบการไทยว่า ต้อง “ลด ละ เลิก” พฤติกรรมการเก็งกำไรค่าเงิน และเตือนตัวเองให้ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงให้ติดเป็นนิสัย ทั้ง forward contract ที่จะช่วยล็อกอัตราแลกเปลี่ยนตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่งซื้อ หรืออาจเลือกใช้ FX options ที่จะเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิหรือไม่ใช้สิทธิซื้อขายเงินตราต่างประเทศในอนาคตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลจะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถใช้เวลาที่เหลือไปพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต สร้าง value-added ให้กับสินค้า โดยไม่ต้องมาลุ้นกันรายวันว่าเงินบาทจะอ่อนค่าหรือแข็งค่าไปเท่าไหร่นะครับ

Disclaimer : คอลัมน์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ EXIM BANK